เกษียณเท่ากับเลิกจ้าง: ความจริงจากมาตรา 118 ที่กระทบการคำนวณผลประโยชน์พนักงาน (TAS19)
- 5 วันที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

มาตรา 118 คืออะไร และเหตุใดกฎหมายจึงกำหนดว่า “เกษียณ = เลิกจ้าง”
การแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เมื่อปี พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะในส่วนของมาตรา 118 เรื่อง “ค่าชดเชยการเลิกจ้าง” นับเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดของระบบแรงงานไทยยุคใหม่ เพราะกฎหมายฉบับนี้ทำให้หลายบริษัทต้องกลับมาทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับนโยบาย “เกษียณอายุ” ใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “การเกษียณถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 และต่อให้กำหนดนโยบายเกษียณอายุมากกว่า 60 ปี ลูกจ้างก็มีสิทธิเกษียณอายุที่อายุ 60 ปีได้”
นี่ไม่ใช่เพียงรายละเอียดในเชิงกฎหมาย แต่เป็นปัจจัยที่กำหนดทั้งภาระกระแสเงินสดระยะยาวในอนาคต และกระทบกับการคำนวณผลประโยชน์พนักงานตามมาตรฐานบัญชีไทย ฉบับที่ 19 (TAS19) โดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลายบริษัทอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า การเกษียณเป็นเพียงการลาออกหรือหยุดจ้างงานตามปกติ แต่ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแรงงาน คือการป้องกันนายจ้างหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยเกษียณอายุของพนักงาน “ด้วยเหตุผลเรื่องประสิทธิภาพที่ลดลง” หรือ “ปล่อยให้ทำงานหนักจนลาออกไปเอง” โดยเฉพาะบริษัทที่มีนโยบายเกษียณอายุมากกว่า 60 ปีหรือไม่ระบุอายุเกษียณที่ชัดเจนให้พนักงานทราบ พนักงานที่ทำงานมาจนถึงอายุ 60 ปี สามารถเกษียณอายุ และจะถูกตีความว่า “ถูกเลิกจ้าง” ตามมาตรา 118 โดยอัตโนมัติ ทำให้ต้องได้รับสิทธิค่าชดเชยตามอายุงานทันที ซึ่งอาจสูงถึง 400 วันตามกฎหมายที่ปรับปรุงในปี 2562
ทำไมมาตรา 118 จึงเชื่อมโยงโดยตรงกับการคำนวณ TAS19
ผลกระทบจากมาตรา 118 ในครั้งนั้น คือจุดเชื่อมโยงกับมาตรฐานบัญชีไทย ฉบับที่ 19 (TAS19) อย่างยิ่ง เพราะการคำนวณผลประโยชน์พนักงานภายใต้มาตรฐาน TAS19 ต้องอาศัยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัยเพื่อประเมินภาระผูกพันของผลประโยชน์พนักงานในอนาคตของบริษัทอย่างเป็นระบบและโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงานในปัจจุบัน Present Value of Obligation (PBO), ต้นทุนบริการปัจจุบัน Current Service Cost หรือ ต้นทุนดอกเบี้ย Interest Cost เป็นต้น
อายุเกษียณตามมาตรา 118 กับการตั้งสำรองภาระผูกพันตาม TAS19
ข้อมูลพนักงานที่ต้องได้รับจากทางฝ่ายบุคคล เช่น อายุงาน เงินเดือน และ “อายุเกษียณ” ที่กำหนดระยะเวลาการทำงานจากปัจจุบันไปถึงอนาคต เป็นปัจจัยที่บริษัทต้องนำมาตั้งสำรองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อกฎหมายกำหนดให้การเกษียณเท่ากับการเลิกจ้าง นักคณิตศาสตร์ประกันภัยจะต้องนำสิทธิค่าชดเชยตามมาตรา 118 เข้ามาอยู่ในโมเดลการคำนวณให้ถูกต้อง ทำให้ภาระผูกพันของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในบริษัทที่มีพนักงานสูงอายุจำนวนมากหรือบริษัทมีโครงสร้างอายุงานที่ยาว
ผลลัพธ์ก็คือ พนักงานที่มีอายุมีมากกว่า 60 ปี ที่ไม่เคยได้ใช้สิทธิเกษียณอายุ สามารถขอเกษียณอายุได้”ทันที” ทำให้การสำรองอาจเพิ่มขึ้นได้หลายล้านบาทเพื่อให้สามารถจ่ายได้อย่างเพียงพอ นี่คือหนึ่งในความเสี่ยงที่บริษัทจำนวนมากยังไม่เข้าใจหรือมองไม่เห็น เพราะเข้าใจเรื่องหลักการของการ “เกษียณ” ตามกฎหมายแรงงานผิดมาตั้งแต่ต้น
ตัวอย่างกรณีศึกษา: พนักงานอายุเกิน 60 ปี กับภาระผลประโยชน์พนักงาน
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองดูกรณีตัวอย่างสมตติง่าย ๆ เช่น “คุณสมชาย” ปัจจุบันอายุ 61 ปี ทำงานมาแล้ว 25 ปี และบริษัทต้องการให้ทำงานต่อไปอีก 4 ปี เนื่องจากบริษัทกำหนดนโยบายอายุเกษียณไว้ที่ 65 ปี หากคุณสมชายเลือกขอเกษียณอายุเพราะอายุเกิน 60 ปีตามข้อกำหนดของกฎหมาย คุณสมชายมีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยตามมาตรา 118 จำนวน 400 วันของค่าจ้างทันที หรือหากคุณสมชายเลือก “ทำงานต่อโดยยังไม่เกษียณ” ตามที่บริษัทต้องการ สิทธิค่าชดเชยตามมาตรา 118 ก็ยังจะไม่หายไป คุณสมชายจะยังคงมีสิทธิเกษียณอายุ และขอเกษียณเมื่อใดก็ได้
แต่ในมุม TAS19 ไม่ว่าจะกรณีไหนก็ตาม ภาระผลประโยชน์พนักงานมีผลกระทบทันที เพราะคุณสมชายมีสิทธิตามกฎหมายแล้ว จากที่คาดไว้ว่าจะจ่ายในอีก4ปีข้างหน้าและยังสำรองไม่ครบ จะต้องปรับปรุงหนี้สินผลประโยชน์พนักงานให้เพียงพอต่อการจ่ายผลประโยน์ทันทีทันใด การจ่ายค่าชดเชยจะเป็นการปิดภาระในโมเดล TAS19 ของคุณสมชายลง แต่หากบริษัทเลือกให้ทำงานต่อภายใต้สัญญาเดิม ภาระผูกพัน TAS19 จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามค่าจ้างและสิทธิที่ยังไม่จ่าย นำไปสู่การตั้งสำรองที่สูงขึ้นอีก และกระทบงบการเงินของบริษัทเพิ่มขึ้น
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขกฎหมายปี 2560 ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่กำหนด “ความถูกต้องและเหมาะสมของการคำนวณผลประโยชน์พนักงาน” ทั้งระบบ เมื่อกฎหมายย้ำว่าเกษียณเท่ากับการเลิกจ้าง บริษัทจึงต้องปรับวิธีคิดใหม่ว่า การดูแลพนักงานรุ่นสูงอายุไม่ใช่เพียงเรื่องความเหมาะสมทางงาน แต่เป็นเรื่องของความเสี่ยงเชิงการเงินที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ การวางนโยบายเกษียณ การทำประกาศอย่างเป็นทางการ การใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ประกันภัย และการบริหารสมมติฐาน TAS19 โดยนักคณิตศาสตร์ประกันภัยให้สอดคล้องกับนโยบายบริษัท จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมความเสี่ยงด้านบุคลากรได้อย่างมืออาชีพ และสะท้อนภาระที่แท้จริงในงบการเงินอย่างโปร่งใส
ในยุคที่แรงงานไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ มาตรา 118 จึงไม่ใช่เพียงกฎหมายแรงงาน แต่เป็น “ตัวเลขเชิงกลยุทธ์” ที่กำหนดความมั่นคงทางการเงินของบริษัท และจะเป็นบทพิสูจน์ว่าบริษัทที่เข้าใจกฎหมายอย่างลึกซึ้งและนำมาตรฐานบัญชีไทย ฉบับที่ 19 TAS19 มาใช้ได้อย่างถูกต้อง จะได้เปรียบในการวางแผนอนาคตทั้งด้านงบประมาณ การบริหารงบการเงิน และผลักดันไปสู่ความยั่งยืนของบริษัทได้
เขียนและเรียบเรียงโดย อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน)
FSA, FIA, FRM, FSAT, MBA, MScFE (Hons), B.Eng (Hons)
อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และอาจารย์บรรยายด้านการคำนวณผลประโยชน์พนักงานด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ตามมาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 19 TAS19 IAS19
ขอสงวนสิทธิ์ของเนื้อหาในบทความ ไม่ให้นำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากทางบริษัท ABS เท่านั้น



ความคิดเห็น