เงื่อนไขพิเศษอายุ 60 ปีตามกฎหมายแรงงาน มาตรา 118 และผลกระทบต่อการคำนวณผลประโยชน์พนักงานตาม TAS19
- 7 วันที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

การแก้ไขกฎหมายแรงงาน มาตรา 118: เงื่อนไขพิเศษอายุ 60 ปีคืออะไร
การปรับปรุงกฎหมายแรงงาน มาตรา 118 ในปี พ.ศ. 2560 นั้นได้เพิ่ม “เงื่อนไขพิเศษ” ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่หลายบริษัทอาจไม่ทราบ ทั้งที่มีผลต่อสิทธิและสวัสดิการของพนักงานโดยตรง และมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการคำนวณผลประโยชน์พนักงานตามมาตรฐานบัญชีไทย ฉบับที่ 19 (TAS19) แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะฝ่ายบุคคล ฝ่ายบัญชี ฝ่ายบริหาร และรวมถึงนักคณิตศาสตร์ประกันภัยที่ต้องตีความ TAS19 ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายในมาตรา 118 นี้
ในบรรดาการแก้ไขที่เกิดขึ้นของกฎหมายแรงงานในปี พ.ศ. 2560 นั้น ยังมีประเด็นสำคัญอีกข้อหนึ่งที่หลายบริษัทอาจจะไม่ทันสังเกต คือ “การกำหนดสิทธิค่าชดเชยสำหรับพนักงานที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป” ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำหลักการสำคัญว่า การเกษียณอายุถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 และหากบริษัทไม่ได้มีข้อบังคับเกษียณที่ระบุชัดเจน พนักงานที่อายุครบ 60 ปี แสดงเจตจำนงขอเกษียณอายุเพื่อสิ้นสุดทำงานจะถือว่า “ถูกเลิกจ้าง” โดยอัตโนมัติ และต้องได้รับค่าชดเชยตามอายุงานเช่นเดียวกับกรณีเลิกจ้างทั่วไป
ดังนั้น การกำหนดอายุ 60 ปีในกฎหมายแรงงานฉบับแก้ไขจึงไม่ใช่การกำหนดว่า 60 ปีคืออายุที่สิ้นสุดสิทธิและต้องหยุดจ้างทันที แต่มาเพื่อป้องกันการตีความผิดและป้องกันการเลือกปฏิบัติต่อแรงงานสูงอายุอย่างไม่เป็นธรรม
กรณีตัวอย่าง: พนักงานอายุ 60 ปี กับค่าชดเชย 400 วัน
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนคือ กรณีพนักงานที่ทำงานมา 25 ปี อายุครบ 60 ปี และบริษัทไม่มีระเบียบเกษียณที่ชัดเจน หากบริษัทแจ้งให้หยุดทำงาน พนักงานคนนี้จะต้องได้รับสิทธิค่าชดเชยตามมาตรา 118 ในอัตรา 400 วันทันที เพราะถือเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมาย แม้บริษัทจะมองว่าเป็นการ “สิ้นสุดการทำงานตามอายุ” ก็ตาม นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกฎหมายต้องระบุกรอบอายุ 60 ปีไว้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายตีความได้ตรงกัน และป้องกันไม่ให้บริษัทใช้เรื่องอายุเป็นเหตุผลหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยผลประโยชน์พนักงานที่พนักงานพึงได้รับตามกฎหมายแรงงาน
ผลของเงื่อนไขอายุ 60 ปีต่อการคำนวณผลประโยชน์พนักงานตาม TAS19
ในเชิงของหลักคณิตศาสตร์ประกันภัยและมาตรฐานบัญชีไทย ฉบับที่ 19 (TAS19) นั้น การกำหนดเงื่อนไขที่อายุ 60 ปีนี้ส่งผลต่อการคำนวณผลประโยชน์พนักงานเช่นกัน เพราะ “อายุ 60 ปี” กลายเป็นตัวกำหนดอายุจบสิทธิ (benefit cessation age) ที่ต้องนำไปใช้ในแบบจำลองในการคำนวณผลประโยชน์พนักงานที่เป็นภาระผูกพันระยะยาวของบริษัท
การที่กฎหมายยืนยันว่าเกษียณเท่ากับการเลิกจ้าง หมายความว่า พนักงานทุกคนที่มีสิทธิตามมาตรา 118 จะต้องถูกนำมาคำนวณผลประโยชน์พนักงานและตั้งสำรองเป็น “ภาระผลประโยชน์พนักงานที่ต้องจ่ายในอนาคต” โดยบริษัทสามารถเลือกใช้หลักคณิตศาสตร์ประกันภัยผ่านสมมติฐานอัตราการตาย อัตราการลาออก และอัตราการขึ้นเงินเดือน มาขยายผลในการประเมินให้ตัวเลขภาระผูกพันในการคำนวณผลประโยชน์พนักงานได้สะท้อนภาพอย่างชัดเจน ในบริษัทที่มีสัดส่วนพนักงานสูงอายุจำนวนมาก ยิ่งพนักงานใกล้อายุ 60 ปีมากเท่าไหร่ จำนวนเงินตั้งสำรองจากการคำนวณผลประโยชน์พนักงานก็จะยิ่งสูงขึ้นตามลำดับ เปรียบเหมือนกับเมฆฝนที่สะสมและก่อตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสักวันก็ต้องคลายออกมาให้กลายเป็นเม็ดเงินจ่ายออกจริงในวันที่พนักงานครบกำหนดเกษียณในอนาคตตามแผนผลประโยชน์พนักงานที่บริษัทได้สัญญาและมีภาระผูกพันกันไว้
ความเสี่ยงของบริษัทที่ไม่มีนโยบายเกษียณเป็นลายลักษณ์อักษร
จะเห็นได้ว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นชัดเจนที่สุดกับบริษัทที่ไม่เคยมีนโยบายการเกษียณที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรมาก่อน เพราะถ้าหากเกิดกรณีพนักงานอายุ 60 ปี “เลือกทำงานต่อ” แต่บริษัทให้ออกจากงานจากการเกษียณ จะเป็นยุติการทำงาน บริษัทจะต้องจ่ายค่าชดเชยทันที ตามกฎหมายมาตรา 118
การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้บริษัทเกิดภาระในงบการเงินขึ้น และถ้าหากไม่เตรียมเงินสำรองจากการคำนวณผลประโยชน์พนักงานให้เพียงพอหรือคาดการณ์ล่วงหน้าเอาไว้ก่อนให้แม่นยำ ก็จะทำให้บริษัทมีโอกาสตั้งสำรองตาม TAS19 ได้ต่ำกว่าความเป็นจริง ส่งผลให้งบการเงินถูกมองว่าขาดความรอบคอบและขาดความโปร่งใสในสายตาผู้ตรวจสอบบัญชี ผู้ถือหุ้น และนักลงทุนได้
ดังนั้น การกำหนดเงื่อนไขอายุ 60 ปี ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านแรงงาน แต่เป็นปัจจัยที่บริษัทต้องนำมาบูรณาการเข้ากับการวางแผนงบประมาณ การบริหารกำลังคน และการคำนวณผลประโยชน์พนักงานตาม TAS19 อย่างจริงจัง
สรุปผลกระทบของกฎหมายแรงงาน มาตรา 118 ต่อการคำนวณผลประโยชน์พนักงานตาม TAS19
สรุปคือ ตัวเลขการคำนวณผลประโยชน์พนักงานที่ได้จากกฎหมายแรงงานจะไหลเข้าไปเป็นหนี้สินระยะยาวในงบการเงินโดยตรง เพื่อให้นำมาวิเคราะห์และวางรากฐานให้ผู้บริหารสามารถประเมินภาระอนาคตของบริษัทได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงจัดสรรงบประมาณได้อย่างรอบคอบมากกว่าเดิม นี่คือจุดเชื่อมสำคัญระหว่าง “กฎหมายแรงงาน” และ “หลักคณิตศาสตร์ประกันภัย” ที่ทุกบริษัทควรต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้สามารถดูแลพนักงานได้อย่างเป็นธรรม พร้อม ๆ กับรักษาเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวของบริษัทอีกด้วย
เขียนและเรียบเรียงโดย อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน)
FSA, FIA, FRM, FSAT, MBA, MScFE (Hons), B.Eng (Hons)
อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และอาจารย์บรรยายด้านการคำนวณผลประโยชน์พนักงานด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ตามมาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 19 TAS19 IAS19
ขอสงวนสิทธิ์ของเนื้อหาในบทความ ไม่ให้นำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากทางบริษัท ABS เท่านั้น



ความคิดเห็น